บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

หน้าหลัก > ข้อมูลทางการเงิน > บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
Email ThisPrint This
รายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
สำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 3 และ 9 เดือนของปี 2560
1. รายงานและวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

ในไตรมาส 3 ปี 2560 ปริมาณน้ำมันอากาศยานที่กลุ่มบริษัทให้บริการรวม 2 ท่าอากาศยานหลักมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 1.7(y-oy) มาอยู่ที่ 1,417 ล้านลิตร และมีจำนวนเที่ยวบินที่ให้บริการเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.6(y-oy) มาที่ 71,649 เที่ยวบิน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณน้ำมันอากาศยานและจำนวนเที่ยวบินที่บริษัทให้บริการยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 1.4 และ 2.8 ตามลำดับ

ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของ FPT ในไตรมาสนี้ลดลงร้อยละ 1.5 เป็น 1,086 ล้านลิตรจากไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ที่ 1,103 ล้านลิตร แต่ในช่วง 9 เดือนของปี 2560 ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากปีที่ผ่านมาโดยมีจำนวนเท่ากับ 3,506 ล้านลิตร

รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 886.1 ล้านบาท ลดลง 8.8 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับรายได้ในไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ 894.9 ล้านบาท โดยมีรายได้ค่าบริการจำนวน 875.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.3 ในขณะที่รายได้อื่นลดลงจำนวน 11.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 51.6 เนื่องจากในไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ผ่านมามีการบันทึกรายได้จากรายการพิเศษดอกเบี้ยรับกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 4.3 ล้านบาท เป็นสำคัญ โดยไตรมาสนี้มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 271.8 ล้านบาท ลดลง 22.8 ล้านบาทหรือร้อยละ 7.7 จาก 294.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 30.7 ซึ่งคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.43 บาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวไตรมาสนี้จะมีกำไรสุทธิลดลง 19.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.7 จากไตรมาส 3 ของปี 2559

อนึ่ง รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 2,716.0 ล้านบาท ลดลง 52.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับรายได้ในช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ 2,768.3 ล้านบาท โดยมีรายได้ค่าบริการจำนวน 2,669.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.7 ในขณะที่มีรายได้อื่นจำนวน 46.2 ล้านบาท ลดลง 71.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 60.8 เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษจำนวน 72.2 ล้านบาทจากการได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 42.8 ล้านบาท และรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาทจากการรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 808.6 ล้านบาท ลดลง 70.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 8.0 จาก 879.1 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 29.8 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.27 บาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษข้างต้น กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจะลดลง 12.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 จากช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559

 

ตารางสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย

(หน่วย : ล้านบาท)
หมายเหตุ ในช่วง 9 เดือนของปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้อื่นจากรายการพิเศษรวมจำนวนประมาณ 72.2 ล้านบาทจากค่าชดเชยท่อส่งน้ำมันชำรุด และการกลับรายการคงเหลือของประมาณการหนี้สินในการรื้อย้ายแนวท่อส่งน้ำมัน
1.1 รายได้

รายได้รวมในไตรมาส 3 ปี 2560 และรายได้รวมของกลุ่มบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวน 886.1 ล้านบาท และ 2,716.0 ล้านบาท ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.1.1 รายได้ค่าบริการ

ในไตรมาส 3 ปี 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าบริการจำนวน 875.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.3 เทียบกับรายได้ค่าบริการของไตรมาส 3 ปี 2559 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากปริมาณน้ำมันอากาศยานรวมของกลุ่มธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานที่ ทสภ. และ ทดม. มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ1.7 ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตลดลงร้อยละ 1.5 ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าบริการจำนวน 2,669.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.7 เทียบกับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันอากาศยานรวมของกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตร้อยละ 6.2

โครงสร้างรายได้ค่าบริการแยกตามกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย รายได้ค่าบริการจากการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานประมาณร้อยละ 80 และรายได้ค่าบริการจากการให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่ออยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 20


1.1.2 รายได้อื่น

ในไตรมาส 3 ปี 2560 รายได้อื่นของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 10.6 ล้านบาท ลดลง 11.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 51.3 ซึ่งมีสาเหตุจากในไตรมาส 3 ปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายการพิเศษจากดอกเบี้ยรับที่เกิดจากค่าชดเชยท่อส่งน้ำมันชำรุดของบริษัทย่อยจำนวน 4.3 ล้านบาท เป็นสำคัญ

ในขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 รายได้อื่นของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 46.2 ล้านบาท ลดลง 71.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 60.8 ซึ่งมีสาเหตุจากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีรายการพิเศษที่มีนัยสำคัญรวมประมาณ 72.2 ล้านบาท คือ

  1. บริษัทย่อยได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 42.8 ล้านบาท และ
  2. กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาท จากกรณีรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญ
1.2 ค่าใช้จ่าย

1.2.1 ต้นทุนการให้บริการ

ต้นทุนบริการในไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวน 370.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.3 จาก 355.2 ล้านบาทในไตรมาสที่ 3 ปี 2559 โดยไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ร้อยละ 57.7 ในขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ต้นทุนบริการของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 1,143.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 5.4 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายแรงงานทางตรง ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา และค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่อากาศยาน โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 57.2

1.2.2 ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายบริหารในไตรมาสนี้มีจำนวน 117.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 จาก 117.1 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2559 ขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ค่าใช้จ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 375.1 ล้านบาท ลดลง 11.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.9 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดลงของ ค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน ค่าที่ปรึกษา ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป

เนื่องจากต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้รวม ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) ของไตรมาสนี้มีจำนวน 397.8 ล้านบาท ลดลง 24.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.9 โดยคิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT Margin) ที่ร้อยละ 44.9 เทียบกับร้อยละ 47.2 ในไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ผ่านมา และส่งผลให้ EBITDA ในไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวน 539.3 ล้านบาท ลดลง 21.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.8 คิดเป็น EBITDA Margin ที่ร้อยละ 60.9 ลดลงจากไตรมาส 3 ปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 62.7

ในขณะที่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 กลุ่มบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) จำนวน 1,197.0 ล้านบาท ลดลง 99.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.7 โดยคิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT Margin) ที่ร้อยละ 44.1 เทียบกับร้อยละ 46.8 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 และส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 1,613.8 ล้านบาท ลดลง 84.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 5.0 คิดเป็น EBITDA Margin ที่ร้อยละ 59.4 เทียบกับร้อยละ 61.3 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 อย่างไรก็ตาม เมื่อหักรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 จำนวน 72.2 ล้านบาทออกแล้ว EBITDA ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 จะลดลงเหลือ 12.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.8

1.2.3 ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินในไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวน 37.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 26.5 จากไตรมาส 3 ปี 2559 และมีค่าใช้จ่ายทางการเงินในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 115.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 25.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นผลจากมีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2559

1.3 สรุปผลการดำเนินงาน

กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในไตรมาส 3 ปี 2560 มีจำนวน 271.8 ล้านบาท ลดลง 22.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 7.7 จากไตรมาส 3 ปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 294.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 30.7 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น หุ้นละ 0.43 บาท โดยประมาณร้อยละ 86 มาจากกำไรสุทธิของธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน และประมาณร้อยละ 14 มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ

ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวน 808.6 ล้านบาท ลดลง 70.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.0 จากในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 879.1 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 29.8 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น หุ้นละ 1.27 บาท ซึ่งประมาณร้อยละ 84 มาจากกำไรสุทธิของธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน และประมาณร้อยละ 16 มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ ผลประกอบการที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีรายได้พิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 จำนวน 72.2 ล้านบาท ดังนั้นหากหักรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษดังกล่าวออก พบว่ากำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 ลดลง 12.7 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 1.5

2. รายงานและวิเคราะห์ฐานะการเงิน
2.1 สินทรัพย์

ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 11,963.5 ล้านบาท ลดลง 194.4 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งประกอบด้วยรายการสำคัญๆ ดังนี้

2.1.1กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,094.9 ล้านบาท โดยสามารถสรุปรายการกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนของปี 2560 เปรียบเทียบกับช่วง 9 เดือนของปี 2559 ได้ดังนี้

  • กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1,442.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 200.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 16.1
  • กระแสเงินสดที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสุทธิมีจำนวน 2,290.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,849.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 419.7 โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในโครงการก่อสร้างคลังน้ำมันและท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือของ FPT และเงินลงทุนในโครงการขยายระบบท่อส่งน้ำมันแรงดันสูงระยะที่ 2 ของ TARCO ที่ ทสภ.
  • กระแสเงินสดที่ใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินสุทธิจำนวน 1,206.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,165.6 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 225.7 จาก เนื่องจากในช่วง 9 เดือนของปี 2560 กลุ่มบริษัทจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวน 376.7 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลจำนวน 808.7 ล้านบาท เป็นสำคัญ

2.1.2 ที่ดิน สิ่งปรับปรุงสินทรัพย์เช่าและอุปกรณ์สุทธิ ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 มีจำนวน 6,619.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,727.5 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 35.3 ซึ่งส่วนใหญ่สินทรัพย์และงานระหว่างก่อสร้างในโครงการก่อสร้างคลังน้ำมันและท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือของ FPTและโครงการขยายระบบท่อแรงดันสูงของ TARCO

2.1.3 ต้นทุนโครงการภายใต้สัญญาสัมปทานจำนวน 1,700.3 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย อุปกรณ์ อาคารและสิ่งปลูกสร้างสถานีบริการจำนวน 102.0 ล้านบาท อุปกรณ์ท่อทางใต้ลานจอด (Hydrant equipment) จำนวน 1,080.6 ล้านบาท ค่าสัมปทานของบริษัทย่อยจำนวน 486.2 ล้านบาท และสิทธิในการใช้ที่ดินเช่าที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานจำนวน 31.5 ล้านบาท

2.2 หนี้สิน

ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมจำนวน 4,539.1 ล้านบาท ลดลง 247.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 5.2 คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนเท่ากับ 0.61 ต่อ 1 เท่า และคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินเฉพาะที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนเท่ากับ 0.42 ต่อ 1 เท่า โดยหนี้สินของบริษัทแบ่งเป็นรายการสำคัญๆ ได้ดังนี้

2.2.1 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 230.7 ล้านบาท

2.2.2 ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 480.9 ล้านบาทโดยเป็นส่วนของบริษัทจำนวน 337.0 ล้านบาท ของ TARCO และ FPT จำนวน 110.0 และ 33.9 ล้านบาทตามลำดับ

2.2.3 เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารสุทธิจำนวน 2,654.3 ล้านบาท ลดลง 280.1 ล้านบาทจาก 31 ธันวาคม 2559 หรือคิดเป็นร้อยละ 9.5 ซึ่งประกอบด้วย

เงินกู้ยืมบริษัท BAFS

  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 41.1 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 41.9 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน บวกอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารธนชาติ จำนวน 26.3 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 มีกำหนดชำระคืนเป็นราย 3 เดือน งวดละ 6.25 ล้านบาท และชำระคืนเงินต้นที่เหลือทั้งหมดในงวดสุดท้ายที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 50.0 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2562 ชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 25.0 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • - เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารทหารไทย จำนวน 2,250.0 ล้านบาท มีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้น 3 ปี ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 30 เมษายน 2569 ชำระคืนเป็นราย 3 เดือน งวดละ 80.4 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี

เงินกู้ยืมระยะยาวของ FPT

  • - เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 148.3 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนโครงการสร้างถังเก็บน้ำมันจำนวน 3 ถังที่คลังน้ำมันดอนเมือง ครบกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 กำหนดชำระคืนเป็นรายเดือนๆ ละ 2.2 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี

เงินกู้ยืมระยะยาวของ TARCO

  • เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ของ TARCO จำนวน 138.7 ล้านบาท จากวงเงินกู้รวม 550 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในโครงการให้บริการระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานผ่านท่อแบบ Hydrant ระยะที่ 2 ณ ทสภ. มีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้น 3 ปี ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 27.5 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ BIBOR 3 months บวกอัตราร้อยละคงที่ต่อปี

2.2.4 หนี้สินระยะยาวตามแผนฟื้นฟูกิจการของ FPT กับ บมจ. บางจากปิโตรเลียม จำนวน 12.5 ล้านบาท

2.2.5 สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานจำนวน 899.5 ล้านบาทโดยเป็นภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน อันสืบมาจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์พนักงาน

2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ วันที่ 30 กันยายน 2560 กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 7,424.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 53.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.7 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book Value per share) เพิ่มขึ้นเป็น 11.65 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจาก 11.56 บาทต่อหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559