รายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
สำหรับผลการดำเนินงานประจำปี 2560
1. รายงานและวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

ในปี 2560 ปริมาณน้ำมันอากาศยานที่กลุ่มบริษัทให้บริการรวม 2 ท่าอากาศยานหลักมีอัตราการเติบโต ร้อยละ 1.6 มาอยู่ที่ 5,747 ล้านลิตร ในขณะที่จำนวนเที่ยวบินที่กลุ่มบริษัทให้บริการมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.0 หรือมีจำนวน 287,701 เที่ยวบิน ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำมันอากาศยานในปีนี้มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเนื่องจากได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยภายนอกหลายประการ ได้แก่ มาตรการการจัดระเบียบทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลในการปราบปรามบริษัทท่องเที่ยวที่ทำผิดกฎหมาย การปิดปรับปรุงพื้นผิวทางวิ่ง (Runway) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเวลาประมาณ 60 วัน การพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องยนต์อากาศยานซึ่งสามารถประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันอากาศยานที่ใช้ภายในประเทศ ทำให้สายการบินภายในประเทศมีการปรับลดปริมาณสำรองน้ำมันอากาศยานในแต่ละเที่ยวบินลง ในขณะที่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) และท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ในปีนี้มีจำนวนรวม 99.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 จากจำนวน 91.1 ล้านคนในปี 2559 ที่ผ่านมา

ปัจจุบันบริษัทผู้ขายน้ำมันซึ่งเป็นลูกค้าโดยตรงของบริษัทในท่าอากาศยานหลักทั้ง 2 แห่งมีจำนวนทั้งสิ้น 9 ราย โดยบริษัทใช้กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญ คือ การเป็นตัวแทนผู้ให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานที่ได้รับความไว้วางใจในการดูแลลูกค้าของบริษัทน้ำมันหรือสายการบิน ด้วยการให้บริการเติมน้ำมันที่ตรงต่อเวลา รักษาคุณภาพของน้ำมันอากาศยานให้ได้มาตรฐาน และให้บริการด้วยความปลอดภัยภายใต้การบริหารจัดการตามหลักบรรษัทภิบาลที่ดีอย่างเคร่งครัด

สำหรับปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของ FPT ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 เป็น 4,643 ล้านลิตรจากปี 2559 ที่ 4,509 ล้านลิตร โดยมีรายละเอียดดังนี้

หมายเหตุ จำนวนเที่ยวบินแสดงเฉพาะจำนวนเที่ยวบินที่ BAFS ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานเท่านั้น

รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในปี 2560 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,640.2 ล้านบาท ลดลง 71.3 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับรายได้ในปี 2559 ที่ 3,711.5 ล้านบาท แม้ว่ามีรายได้ค่าบริการจำนวน 3,581.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 แต่เนื่องจากในปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีรายได้อื่นซึ่งเป็นรายการพิเศษจำนวน 76.4 ล้านบาท จากการได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 47.0 ล้านบาท และรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาทจากการรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว รายได้รวมในปี 2560 จะเพิ่มขึ้น 5.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.1 จากปีที่ผ่านมา

การที่รายได้รวมมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายทางการเงิน ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทมีจำนวน 970.6 ล้านบาท ลดลง 126.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.5 เทียบกับปี 2559 ที่ 1,097.1 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 28.3 เทียบกับร้อยละ 31.6 ในปี 2559 ซึ่งคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.52 บาท อย่างไรก็ตามหากไม่รวมรายการพิเศษของปี 2559 นั้น กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจะลดลง 65.4 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 6.3 จากปี 2559

 

ตารางสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย

(หน่วย : ล้านบาท)
1.1 รายได้

รายได้รวมในปี 2560 มีจำนวน 3,640.2 ล้านบาท ลดลง 71.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.9 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.1.1 รายได้ค่าบริการ

ปี 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าบริการจำนวน 3,581.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.5 เทียบกับปี 2559 เป็นไปในทิศทางเดียวกับปริมาณน้ำมันอากาศยานรวมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 และปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันของธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตที่ร้อยละ 3.0

โครงสร้างรายได้ค่าบริการแยกตามกลุ่มธุรกิจในปี 2560 ประกอบด้วย รายได้ค่าบริการจากการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานประมาณร้อยละ 80 และรายได้ค่าบริการจากการให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่ออยู่ที่ประมาณร้อยละ 20


1.1.2 รายได้อื่น

ปี 2560 รายได้อื่นของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 58.9 ล้านบาท ลดลง 87.9 ล้านบาทหรือร้อยละ 59.9 โดยจำนวน 76.4 ล้านบาท เป็นรายได้จากรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ดังนี้

  1. FPT ได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทรวมจำนวน 47.0 ล้านบาท และ
  2. กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาท จากกรณีรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญ
1.2 ค่าใช้จ่าย

1.2.1 ต้นทุนการให้บริการ

ปี 2560 กลุ่มบริษัทมีต้นทุนบริการจำนวน 1,606.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.9 จากปี 2559 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทางตรง และค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่อากาศยาน โดยในปีนี้อัตรากำไรขั้นต้นของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ร้อยละ 55.2 ลดลงจากปี 2559 ที่ร้อยละ 56.6 เนื่องจากอัตราการเติบโตของรายได้ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของต้นทุนการให้บริการ

1.2.2 ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ปี 2560 กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายบริหารจำนวน 583.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.9 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย

กลุ่มบริษัทมีค่าใช้จ่ายต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมจำนวน 2,189.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.1 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายซึ่งมีจำนวนรวม 558.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.7 ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากรมีจำนวนรวม 758.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.4 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.2 ค่าตอบแทนการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่อากาศยานจำนวน 257.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.0 และค่าใช้จ่ายตามสัญญาเช่าดำเนินงานจำนวน 114.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 10.2 เป็นสำคัญ

เนื่องจากต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าบริการและรายได้รวม ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) ในปี 2560 มีจำนวน 1,450.5 ล้านบาท ลดลง 136.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.6 คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT Margin) ที่ร้อยละ 39.8 เทียบกับร้อยละ 42.7 ในปี 2559 และมี EBITDA จำนวน 2,008.5 ล้านบาท ลดลง 116.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.5 คิดเป็น EBITDA Margin ที่ร้อยละ 55.2 ลดลงจากปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 57.2 อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้พิเศษที่เกิดขึ้นในปี 2559 กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) ในปี 2560 จะลดลง 59.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.0 ในขณะที่ EBITDA จะลดลง 39.8 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.9

1.2.3 ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ในปี 2560 บริษัทมีหนี้เงินกู้ระยะยาววงเงิน 2,250.0 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินเพิ่มทุนใน FPT ซึ่งได้เบิกเงินกู้ครบตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติแล้วตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2559 ในขณะที่ FPT มีการเบิกใช้เงินกู้จากวงเงินรวม 6,300 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือจำนวน 118.9 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงินในปี 2560 ของกลุ่มบริษัทมีจำนวนรวม 160.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 22.2 เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ผ่านมา

1.3 สรุปผลการดำเนินงาน

กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในปี 2560 มีจำนวน 970.6 ล้านบาท ลดลง 126.5 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 11.5 จากปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 1,097.1 ล้านบาท และคิดเป็นกำไรต่อหุ้นๆ ละ 1.52 บาท โดยประมาณ ร้อยละ 87 มาจากกำไรสุทธิของธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน และประมาณร้อยละ 13 มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ

2. รายงานและวิเคราะห์ฐานะการเงิน
2.1 สินทรัพย์

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 12,414.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 256.6 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งประกอบด้วยรายการสำคัญๆ ดังนี้

2.1.1กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 1,453.7 ล้านบาท โดยสามารถสรุปรายการกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในปี 2560 เปรียบเทียบกับปี 2559 ได้ดังนี้

2.1.2 ที่ดิน สิ่งปรับปรุงสินทรัพย์เช่าและอุปกรณ์สุทธิ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 มีจำนวน 7,204.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,312.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 47.3

2.1.3 ต้นทุนโครงการภายใต้สัญญาสัมปทานจำนวน 1,675.8 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย อุปกรณ์ อาคารและสิ่งปลูกสร้างสถานีบริการจำนวน 99.2 ล้านบาท อุปกรณ์ท่อทางใต้ลานจอด (Hydrant equipment) จำนวน 1,066.3 ล้านบาท ค่าสัมปทานของบริษัทย่อยจำนวน 479.7 ล้านบาท และสิทธิในการใช้ที่ดินเช่าที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานจำนวน 30.6 ล้านบาท

2.2 หนี้สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมจำนวน 4,844.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.2 คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเท่ากับ 0.64 ต่อ 1 เท่า และคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินเฉพาะที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเท่ากับ 0.42 ต่อ 1 เท่า โดยหนี้สินของกลุ่มบริษัทแบ่งเป็นรายการสำคัญๆ ได้ดังนี้

2.2.1 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 430.3 ล้านบาท

2.2.2 ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 497.4 ล้านบาทโดยเป็นส่วนของบริษัทจำนวน 357.0 ล้านบาท ของ TARCO และ FPT จำนวน 110.0 และ 30.4 ล้านบาทตามลำดับ

2.2.3 เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารสุทธิจากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 2,646.0 ล้านบาท ลดลง 288.4 ล้านบาท จาก 31 ธันวาคม 2559 หรือคิดเป็นร้อยละ 9.8 ซึ่งประกอบด้วย

เงินกู้ยืมบริษัท BAFS

เงินกู้ยืมระยะยาวของ FPT

เงินกู้ยืมระยะยาวของ TARCO

2.2.4 หนี้สินระยะยาวตามแผนฟื้นฟูกิจการของ FPT กับ บมจ.บางจากปิโตรเลียม จำนวน 11.5 ล้านบาท

2.2.5 สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานจำนวน 939.3 ล้านบาทโดยเป็นภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน อันสืบมาจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์พนักงาน

2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นรวมจำนวน 7,569.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 198.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 โดยเป็นส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 6,229.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 172.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.9