บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

หน้าหลัก > ข้อมูลทางการเงิน > บทวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน
Email ThisPrint This
รายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร
สำหรับผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2 ปี 2560
1. รายงานและวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน

ในไตรมาส 2 ปี 2560 ปริมาณน้ำมันอากาศยานที่กลุ่มบริษัทให้บริการรวม 2 ท่าอากาศยานหลักมีอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 0.5 มาอยู่ที่ 1,357 ล้านลิตร และมีจำนวนเที่ยวบินที่ให้บริการเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 2.4 มาที่ 69,441 เที่ยวบิน โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ปริมาณน้ำมันอากาศยานและจำนวนเที่ยวบินที่บริษัทให้บริการยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 1.2 และ 2.8 ตามลำดับ

ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของ FPT เพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 7.2 เป็น 1,202 ล้านลิตรจากไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ที่ 1,121 ล้านลิตร และในช่วง 6 เดือนของปี 2560 ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.1 จากปีที่ผ่านมาโดยมีจำนวนที่ 2,419 ล้านลิตร

หมายเหตุ จำนวนเที่ยวบินแสดงเฉพาะจำนวนเที่ยวบินที่ BAFS ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานเท่านั้น

รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2560 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 880.2 ล้านบาท ลดลง 1.3 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับรายได้ในไตรมาส 2 ปี 2559 ที่ 881.5 ล้านบาท โดยมีรายได้ค่าบริการจำนวน 863.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.5 ในขณะที่รายได้อื่นลดลงจำนวน 5.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.8 เนื่องจากในไตรมาส 2 ปี 2559 มีการบันทึกรายได้พิเศษจากดอกเบี้ยรับกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 4.3 ล้านบาท และไตรมาสนี้มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 231.2 ล้านบาท ลดลง 6.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 2.7 จาก 237.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 26.3 ซึ่งคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.36 บาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวไตรมาสนี้จะมีกำไรสุทธิลดลง 2.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.3 จากไตรมาส 2 ของปี 2559

อนึ่ง รายได้รวมของกลุ่มบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,829.8 ล้านบาท ลดลง 43.6 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.3 เมื่อเทียบกับรายได้ในช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ 1,873.4 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากกลุ่มบริษัทมีรายได้อื่นลดลง ทั้งนี้กลุ่มบริษัทมีรายได้อื่นจำนวน 35.5 ล้านบาท ลดลง 60.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 63.0 เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทมีรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษจำนวน 68.0 ล้านบาท จากการได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 38.6 ล้านบาท และรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาท จากการรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญขณะที่กลุ่มบริษัทยังมีรายได้ค่าบริการจำนวน 1,794.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.0 สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่ให้บริการเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1.2 โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจำนวน 536.8 ล้านบาท ลดลง 47.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 8.2 จาก 584.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 29.3 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.84 บาท ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษข้างต้น กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นจะเพิ่มขึ้น 6.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.3 จากช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559

 

ตารางสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อย

(หน่วย : ล้านบาท)
หมายเหตุ ในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้อื่นจากรายการพิเศษรวมจำนวนประมาณ 68.0 ล้านบาทจากค่าชดเชยท่อส่งน้ำมันชำรุด และการกลับรายการคงเหลือของประมาณการหนี้สินในการรื้อย้ายแนวท่อส่งน้ำมัน
1.1 รายได้

รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2560 และรายได้รวมของกลุ่มบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวน 880.2 ล้านบาท และ 1,829.8 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1.1.1 รายได้ค่าบริการ

ในไตรมาส 2 ปี 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าบริการจำนวน 863.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.5 เทียบกับรายได้ค่าบริการของไตรมาส 2 ปี 2559 ซึ่งมีสาเหตุหลักจากปริมาณน้ำมันอากาศยานรวมของกลุ่มธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานที่ ทสภ. และ ทดม. มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 7.2 ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายได้ค่าบริการจำนวน 1,794.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.0 เทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันอากาศยานรวมของกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 ในขณะที่ปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ที่ขนส่งผ่านท่อของธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อเติบโตร้อยละ 10.1

โครงสร้างรายได้ค่าบริการแยกตามกลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย รายได้ค่าบริการจากการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานประมาณร้อยละ 79 และรายได้ค่าบริการจากการให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่ออยู่ที่ประมาณ ร้อยละ 21


1.1.2 รายได้อื่น

ในไตรมาส 2 ปี 2560 รายได้อื่นของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 16.7 ล้านบาท ลดลง 5.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 24.8 ซึ่งมีสาเหตุจากในไตรมาส 2 ปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายการพิเศษจากดอกเบี้ยรับที่เกิดจากค่าชดเชยท่อส่งน้ำมันชำรุดของบริษัทย่อยจำนวน 4.3 ล้านบาท เป็นสำคัญ

ในขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 รายได้อื่นของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 35.5 ล้านบาท ลดลง 60.5 ล้านบาทหรือร้อยละ 63.0 ซึ่งมีสาเหตุจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 กลุ่มบริษัทมีรายการพิเศษที่มีนัยสำคัญรวมประมาณ 68.0 ล้านบาท คือ

  1. บริษัทย่อยได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกรณีท่อส่งน้ำมันชำรุดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าพญาไทจำนวน 38.6 ล้านบาท และ
  2. กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการกลับรายการยอดคงเหลือของประมาณการหนี้สินจำนวน 29.4 ล้านบาท จากกรณีรื้อย้ายแนวท่อขนส่งน้ำมันบริเวณรถไฟฟ้าสถานีบางซื่อ เป็นสำคัญ
1.2 ค่าใช้จ่าย

1.2.1 ต้นทุนการให้บริการ

ต้นทุนบริการในไตรมาส 2 ปี 2560 มีจำนวน 408.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.6 จาก 383.7 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 โดยไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นของทั้งกลุ่มบริษัทอยู่ที่ร้อยละ 52.6 ในขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ต้นทุนบริการของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 773.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.2 ล้านบาทหรือร้อยละ 5.9 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคาและค่า ตัดจำหน่าย และค่าเช่าท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิง (Hydrant) ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 56.9

1.2.2 ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ค่าใช้จ่ายบริหารในไตรมาสนี้มีจำนวน 121.5 ล้านบาท ลดลง 15.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.6 จาก 137.4 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2559 ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 ค่าใช้จ่ายบริหารของกลุ่มบริษัทมีจำนวน 257.3 ล้านบาท ลดลง 12.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 4.5 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดลงของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายในการบริหารทั่วไป

เนื่องจากต้นทุนการให้บริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารมีอัตราการเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้รวม ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) ของไตรมาสนี้มีจำนวน 349.8 ล้านบาท ลดลง 10.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.9 โดยคิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT Margin) ที่ร้อยละ 39.7 เทียบกับร้อยละ 40.9 ในไตรมาส 2 ปี 2559 ที่ผ่านมา และส่งผลให้ EBITDA ในไตรมาส 2 ปี 2560 มีจำนวน 489.0 ล้านบาท ลดลง 7.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.4 คิดเป็น EBITDA Margin ที่ร้อยละ 55.6 ลดลงจากไตรมาส 2 ปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 56.3

ในขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 กลุ่มบริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT) จำนวน 799.2 ล้านบาท ลดลง 74.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.6 โดยคิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBIT Margin) ที่ร้อยละ 43.7 เทียบกับร้อยละ 46.7 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 และส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 1,074.5 ล้านบาท ลดลง 63.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 5.5 คิดเป็น EBITDA Margin ที่ร้อยละ 58.7 เทียบกับร้อยละ 60.7 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 อย่างไรก็ตาม เมื่อหักรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 จำนวน 68.0 ล้านบาทออกนั้น EBITDA ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้น 5.0 ล้านบาทหรือร้อยละ 0.5

1.2.3 ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

ค่าใช้จ่ายทางการเงินในไตรมาส 2 ปี 2560 มีจำนวน 38.6 ล้านบาท ลดลง 3.5 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.3 จากไตรมาส 2 ปี 2559 และมีค่าใช้จ่ายทางการเงินในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 เท่ากับ 77.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 25.1 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นผลจากบริษัทแม่มีการกู้เงินเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มทุนใน FPT จำนวน 2,250.0 ล้านบาท

1.3 สรุปผลการดำเนินงาน

กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในไตรมาส 2 ปี 2560 มีจำนวน 231.2 ล้านบาท ลดลง 6.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 2.7 จากไตรมาส 2 ปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 237.5 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 26.3 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น หุ้นละ 0.36 บาท โดยประมาณร้อยละ 84 มาจากกำไรสุทธิของธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน และประมาณร้อยละ 16 มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ

ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 มีจำนวน 536.8 ล้านบาท ลดลง 47.7 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.2 จากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 ที่มีกำไรสุทธิ 584.5 ล้านบาท โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 29.3 และคิดเป็นกำไรต่อหุ้น หุ้นละ 0.84 บาท ซึ่งประมาณ ร้อยละ 84 มาจากกำไรสุทธิของธุรกิจการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน และประมาณร้อยละ 16 มาจากธุรกิจขนส่งน้ำมันทางท่อ อย่างไรก็ตามเมื่อหักรายได้ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 จำนวน 68.0 ล้านบาทออกนั้น กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2560 จะเพิ่มขึ้น 6.7 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 1.3

2. รายงานและวิเคราะห์ฐานะการเงิน
2.1 สินทรัพย์

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 11,999.6 ล้านบาท ลดลง 158.3 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2559 ซึ่งประกอบด้วยรายการสำคัญๆ ดังนี้

2.1.1กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 2,530.6 ล้านบาท โดยสามารถสรุปรายการกระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนของปี 2560 เปรียบเทียบกับช่วง 6 เดือนของปี 2559 ได้ดังนี้

  • กลุ่มบริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1,032.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137.7 ล้านบาทหรือร้อยละ 15.4
  • กระแสเงินสดที่ใช้ไปในกิจกรรมลงทุนสุทธิมีจำนวน 1,739.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,559.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 865.6 โดยส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในโครงการขยายแนวท่อส่งน้ำมันภาคเหนือของ FPT
  • กระแสเงินสดที่ใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินสุทธิจำนวน 911.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,175.4 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 172.1 ทั้งนี้เนื่องจากในช่วง 6 เดือนของปี 2559 กลุ่มบริษัทมีเงินสดจากการกู้ยืมระยะยาวจำนวน 1,130 ล้านบาท และมีเงินสดรับจากการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนของ FPT จำนวน 690.3 ล้านบาท เป็นสำคัญ

2.1.2 ที่ดิน สิ่งปรับปรุงสินทรัพย์เช่าและอุปกรณ์สุทธิ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 มีจำนวน 6,141.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,249.9 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 25.5 ซึ่งส่วนใหญ่สินทรัพย์และงานระหว่างก่อสร้างในโครงการขยายแนวท่อส่งน้ำมันภาคเหนือของ FPT และโครงการขยายระบบท่อแรงดันสูงของ TARCO

2.1.3 ต้นทุนโครงการภายใต้สัญญาสัมปทานจำนวน 1,724.7 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย อุปกรณ์ อาคารและสิ่งปลูกสร้างสถานีบริการจำนวน 104.8 ล้านบาท อุปกรณ์ท่อทางใต้ลานจอด (Hydrant equipment) จำนวน 1,095.0 ล้านบาท ค่าสัมปทานของบริษัทย่อยจำนวน 492.6 ล้านบาท และสิทธิในการใช้ที่ดินเช่าที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานจำนวน 32.3 ล้านบาท

2.2 หนี้สิน

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 กลุ่มบริษัทมีหนี้สินรวมจำนวน 4,711.6 ล้านบาท ลดลง 75.1 ล้านบาทหรือร้อยละ 1.6 คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุนเท่ากับ 0.65 ต่อ 1 เท่า และคิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินเฉพาะที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่อทุนเท่ากับ 0.45 ต่อ 1 เท่า โดยหนี้สินของบริษัทแบ่งเป็นรายการสำคัญๆ ได้ดังนี้

2.2.1 เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจำนวน 248.3 ล้านบาท

2.2.2 ส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 484.4 ล้านบาทโดยเป็นส่วนของบริษัทจำนวน 337.0 ล้านบาท ของ TARCO และ FPT จำนวน 110.0 และ 37.4 ล้านบาทตามลำดับ

2.2.3 เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารสุทธิจำนวน 2,760.8 ล้านบาท ลดลง 173.6 ล้านบาทจาก 31 ธันวาคม 2559 หรือคิดเป็นร้อยละ 5.9 ซึ่งประกอบด้วย

เงินกู้ยืมบริษัท BAFS

  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารกสิกรไทย จำนวน 22.2 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ชำระคืนเงินต้นปีละ 2 งวด งวดละ 22.2 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ THBFIX 6 months บวกอัตราร้อยละคงที่ต่อปี พร้อมทั้งทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 83.0 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 41.9 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน บวกอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารธนชาติ จำนวน 32.5 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 มีกำหนดชำระคืนเป็นราย 3 เดือน งวดละ 6.25 ล้านบาท และชำระคืนเงินต้นที่เหลือทั้งหมดในงวดสุดท้ายที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 75.0 ล้านบาท ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 30 กันยายน 2562 ชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 25.0 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี
  • เงินกู้ยืมระยะยาวจาก บมจ.ธนาคารทหารไทย จำนวน 2,250.0 ล้านบาท มีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้น 3 ปี ครบกำหนดตามสัญญาวันที่ 30 เมษายน 2569 ชำระคืนเป็นราย 3 เดือน งวดละ 80.4 ล้านบาท (งวดสุดท้ายชำระคืนเงินต้นส่วนที่เหลือทั้งหมด) ที่อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี

เงินกู้ยืมระยะยาวของ FPT

  • เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 154.9 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนโครงการสร้างถังเก็บน้ำมันจำนวน 3 ถังที่คลังน้ำมันดอนเมือง ครบกำหนดวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 กำหนดชำระคืนเป็นรายเดือนๆ ละ 2.2 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย MLR ลบอัตราร้อยละคงที่ต่อปี

เงินกู้ยืมระยะยาวของ TARCO

  • เงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ของ TARCO จำนวน 143.2 ล้านบาท จากวงเงินกู้รวม 550 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในโครงการให้บริการระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานผ่านท่อแบบ Hydrant ระยะที่ 2 ณ ทสภ. มีระยะเวลาปลอดการชำระคืนเงินต้น 3 ปี ครบกำหนดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยชำระคืนเป็นรายไตรมาส งวดละ 27.5 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ยเท่ากับ BIBOR 3 months บวกอัตราร้อยละคงที่ต่อปี

2.2.4 หนี้สินระยะยาวตามแผนฟื้นฟูกิจการของ FPT กับ บมจ. บางจากปิโตรเลียม จำนวน 13.5 ล้านบาท

2.2.5 สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานจำนวน 900.1 ล้านบาทโดยเป็นภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงาน อันสืบมาจากการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 19 เรื่องผลประโยชน์พนักงาน

2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้น

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 7,288.0 ล้านบาท ลดลงจากวันที่ 31 ธันวาคม 2559 จำนวน 83.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.1 ส่งผลให้มูลค่าหุ้นทางบัญชี (Book Value per share) เท่ากับ 11.43 บาทต่อหุ้นลดลงจาก 11.56 บาทต่อหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559